"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมขวัญใจมหาชนแห่งลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต้องกระเด็นตกรอบเสียแล้วหลังบุกพ่ายให้กับ "สมันน้อย" โอลด์แฮม จากลีกวัน 2-3 ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 4 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา
ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 4
วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2555
โอลด์แฮม (ลีกวัน) 3 - 2 ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก)
สนาม : บาวน์ดารี่ พาร์ค
เกมคู่สุดท้ายของรอบสี่ โอลด์แฮม เปิดบ้านต้อนรับลิเวอร์พูลโดยมีสถิติที่ย่ำแย่แพ้ถึงเจ็ดจากแปดนัดหลังจนหล่นมาอยู่ในโซนตกชั้น
ด้านการจัดทัพ เจ้าถิ่นยังไร้ ดีน เฟอร์แมน มิดฟิลด์ที่ผละไปเล่นให้แอฟริกาใต้ในรายการแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ และปรับทัพสองรายจากเกมพ่าย น็อตต์ส เคาน์ตี้ ในลีกวันโดยใช้งาน ลี ครอฟท์ กับ ร็อบบี้ ซิมพ์ สันก่อนหน้าแดน เทย์เลอร์กับ คริส ซัทเธอร์แลนด์
ส่วน เร้ด แมชีน ดร็อป สตีเว่น เจอร์ราร์ด ไปพักเป็นตัวสำรองพร้อมมอบปลอกแขนกัปตันให้กับ หลุยส์ ซัวเรซ ศูนย์หน้าจอมฉาว และส่ง ฟาบิโอ บอรินี่ ลงเล่นเป็นตัวจริงนัดแรกนับตั้งแต่กระดูกเท้าแตกเมื่อเดือนต.ค.
ขณะเดียวกัน เซบาสเตียน โกอาเตส กับ แจ็ค โรบินสัน ก็ได้รับโอกาสให้ลงเล่นเป็น 11 ตัวแรก
เกมเริ่มต้นโดยเจ้าบ้านเขี่ยบอลก่อน และหลังจากบุกเข้าใส่ลิเวอร์พูลได้แค่สองนาทีก็สามารถพังประตูได้เมื่อ ยุซซุฟ เอ็มชานกาม่า สาดบอลจากปีกซ้ายเข้ามาหน้าประตูแล้ว แม็ตต์ สมิธ โถมโขกได้เหนือโกอาเตสที่ระยะหกหลาโดย มาร์ติน สเคอร์เทล พยายามโขกสกัดแต่บอลหลุดเข้าปะทะตาข่ายตัวเองสงเคราะห์ให้ โอลด์แฮม สตาร์ตนำ 1-0 กระนันกลับมีการยืนยันให้เป็นประตูของ สมิธ
ผ่านมาถึงนาทีที่ 6 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ไปเสียบ เอ็มชานกาม่า รุนแรงจึงโดนจดชื่อทันที และทำเอาปีกซ้ายผิวสีของทีมรองบ่อนต้องเขยกออกไปปฐมพยาบาลข้างสนาม
ถัดจากนั้นอีกสองนาที ครอฟท์ ลองส่องไกลจากกราบซ้ายแล้วโจนส์รับบอลกระฉอก ซิมพ์สัน จึงพยายามตามไปซ้ำแต่เข้าชาร์จนายทวารหงส์แดงน่าเกลียด ทำให้ โจนส์ ลุกไปเอาเรื่องพร้อมสเคอร์เทลก่อนที่ผู้ตัดสินจะแจกใบเหลืองให้ซิมพ์สัน
และแล้วในนาทีที่ 10 เจ้าบ้านก็ต้องเปลี่ยน คาร์ล วินเชสเตอร์ ลงไปแทนเอ็มชานกาม่าที่กลับมาลงเล่นต่อไม่ไหว
อย่างไรก็ดี เกมของ โอลด์แฮม ยังดุดันกว่าเยอะ และนาทีที่ 13 โจเซ่ แบ็กซ์เตอร์ก็ได้กระทุ้งจากหน้าเขตโทษระยะ 20 หลาหลุดเสาไปนิดเดียวเท่านั้น
กระทั่งนาทีที่ 17 จากโอกาสได้บุกขึ้นมาหนแรก ลิเวอร์พูลก็ทำประตูได้เมื่อ ซัวเรซ เลื้อยขึ้นกราบซ้ายแล้วลากตัดเข้ากลางพยายามทำชิ่งถูก คลิฟฟ์ เบิร์น ดักได้ แต่กองหลังเจ้าบ้านกลับขาอ่อนเลยทำให้กองหน้าฟันจอบฉกไปซัดในเขตโทษระยะ 14 หลาผ่านนายทวาร ดีน บูซานิส เข้าประตูช่วยให้ทีมจากลีกสูงสุดตีเสมอเป็น 1-1
นับจากนั้น เกมก็ตกเป็นของทีมเยือนอย่างชัดเจน และในนาทีที่ 24 รีซ วาบาร่าปราการหลังโอลด์แฮมก็รับใบเหลืองข้อหารวบซัวเรซหน้าเขตโทษด้านซ้ายโดยในจังหวะนี้จอร์แดน เฮนเดอร์สันเล่นฟรีคิกแบบกึ่งยิงกึ่งผ่านส่งบอลเข้าเสียบเสาไกล แต่ซัวเรซที่โถมเข้าสะกิดบอลอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า จึงมีธงยกจากไลน์แมน
ผ่านมาถึงนาทีที่ 29 ลิเวอร์พูลมีโอกาสอีกจากซัวเรซที่พาบอลลุยขึ้นมาแล้วจ่ายให้บอรินี่ตอกสั้นโดยมีสเตอร์ริ่งเก็บไปเกี่ยวเข้าเขตโทษแล้วสับไกระยะ 16 หลา แต่เบาเกินกว่าจะผ่านมือบูซานิส
เข้าสู่ช่วงท้ายครึ่งแรก โอลด์แฮมพลิกสถานการณ์กลับมาบุกได้ดีขึ้น และจากลูกกระดกบริเวณแถวสองที่ลอยเข้าเขตโทษในนาทีที่ 43 ฌอง อีฟส์ เอ็มโวโต้ก็โดดโขกระยะ 12 หลา แต่บอลลอยไปเข้าอกโจนส์
เท่านั้นไม่พอ ช่วงทดเวลาเจ็บ สมิธกองหน้าเจ้าเวหาก็โดดโขกลูกโยนโด่งได้เหนือกว่าโกอาเตสอีกครั้ง และทำเอาโจนส์ต้องกระโดดปัดข้ามคาน
อย่างไรก็ดี นาทีที่สามซึ่งเป็นนาทีสุดท้ายของการทดเวลาเจ็บ เร้ด แมชีนก็มาพลาดท่าง่ายๆอีกเมื่อวาบาร่าผ่านบอลเรียดจากกราบขวาแบบไม่มีอันตราย แต่โจนส์ตะครุบบอลหลุดอย่างเหลือเชื่อ ครอฟท์จึงเก็บตกตวัดไปเสาสองให้สมิธเจ้าเก่าแปจากสามหลาไม่มีใครคุมตุงตาข่ายพาโอลด์แฮมนำ 2-1 ก่อนที่ครึ่งแรกจะยุติฃ
เปิดฉากครึ่งหลังแค่นาทีแรก หงส์แดงก็ทิ้งโอกาสตีเสมอไปเมื่อบอรินี่ได้ลูกผ่านจากกราบซ้าย แต่กลับซัดระยะ 14 หลาโด่งข้ามคานที่เสาแรกทั้งๆที่ไม่มีใครประกบ
เท่านั้นไม่พอ นาทีที่ 48 ลูกโด่งของทีมรองบ่อนก็เล่นงานทีมเยือนได้อีกจากจังหวะสาดบอลทางฝั่งซ้ายของวินเชสเตอร์ที่ลอยไปเสาสองแล้ววาบาร่าโดดโขกระยะหกหลาเหนือกว่าโรบินสันส่งบอลย้อยย้อนศรเช็ดใต้คานพาเจ้าบ้านนำ 3-1
ล่วงมาในนาทีที่ 51 แบ็กซ์เตอร์ทะลุขึ้นมาทางกราบขวาแล้วตัดสินใจยิงชิพจากหน้าเขตโทษทันที ดีที่ว่าโจนส์ซึ่งขยับออกมาไกลจากเส้นประตูกระโดดคว้าได้สำเร็จ
ในที่สุดนาทีที่ 56 ลิเวอร์พูลก็เปลี่ยนสจ๊วร์ต ดาวนิ่งกับเจอร์ราร์ดกัปตันทีมลงเล่นแทนอังเดร วิสด็อมกับบอรินี่ และทำให้เกมรุกมีความวูบวาบมากขึ้นเป็นลำดับ
กระทั่งนาทีที่ 67 ซัวเรซตามไปเก็บบอลที่เส้นหลังด้านซ้ายได้แล้วไหลคืนให้เจอร์ราร์ดซัดเหน่งๆ แต่ติดบล็อคแบ็กซ์เตอร์อย่างน่าเสียดาย แถมนาทีต่อมาซัวเรซพลิ้วหนีกองหลังเข้าไปยิงจ่อๆระยะเผาขนที่เส้นหลังด้านขวา แต่บูซานิสปิดมุมอยู่จึงป้องกันได้
กระทั่งนาทีที่ 71 โอลด์แฮมก็ได้ลุ้นบ้างเมื่อแบ็กซ์เตอร์ได้ตะบันจากหน้าเขตโทษ แต่ไม่เข้ากรอบก่อนที่สมิธหอกยักษ์เจ้าบ้านจะโดนจดชื่อข้อหาทำฟาลว์ โกอาเตส แล้วลิเวอร์พูลจึงเปลี่ยน จอนโจ้ เชลวีย์ ลงไปเป็นไพ่ใบสุดท้ายแทน สเตอร์ริ่งที่เลื้อยไม่ออก
ความพยายามของ หงส์แดง มาประสบความสำเร็จนาทีที่ 79 จากจังหวะแตะมุมเข้าไปในกรอบเขตโทษ โอลด์แฮม แล้วบอกกระดอนออกมาเข้าทาง โจ อัลเลน ที่วิ่งมาวอลเล่ย์ด้วยเท้าขวาเต็มแรงบอลไปแฉลบผู้เล่นเจ้าถิ่นเปลี่ยนทางเสียบโคนเสาเข้าไป หงส์แดงไล่มาเป็น 2-3
ช่วงทดเจ็บนาทีแรก ลิเวอร์พูลพลาดได้ประตูตีเสมออย่างน่าเสียดาย สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้ยิงจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลพุ่งผ่านมือ ดีน บูซานิส นายทวารเจ้าบ้านไปแล้วแต่โดนคานกระดอนออกมมา
เกมเลยมาถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่ยาวออกไปถึง 6 นาที ยังเป็นหงส์แดงที่บุกหนักหวังทวงประตูตีเสมอ แต่ไม่อาจพังประตูคืนได้ทันเวลา จบเกม โอลด์แฮม จึงกลายเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์อีกรายโดยเขี่ย ลิเวอร์พูล ตกรอบด้วยชัยชนะ 3-2
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
โอลด์แฮม : ดีน บูซานิส, รีซ วาบาร่า, ฌอง-อีฟส์ เอ็มโวโต, คลิฟฟ์ ไบรน์, โจนาธาน กราวด์ส, ลี ครอฟท์, ยุสซุฟ เอ็มชันกามา, เจมส์ เวโซลอฟสกี้, ร็อบบี้ ซิมพ์สัน, โจเซ่ แบ็กซ์เตอร์, แม็ตต์ สมิธ
สำรอง : อเล็กซ์ ซิซัค, คอนเนอร์ บราวน์, เจมส์ ทาร์คอฟสกี้, แดน เทย์เลอร์, คาร์ล วินเชสเตอร์, คริส ซุทเธอร์แลนด์, เดวิด เมลเลอร์
ลิเวอร์พูล : แบร๊ด โจนส์, อันเดร วิสดอม, มาร์ติน สเคอร์เทล, เซบาสเตียน โคอาเตส, แจ็ค โรบินสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โจ อัลเลน, ราฮีม สเตอร์ลิง, หลุยส์ ซัวเรซ, ฟาบิโอ บอรินี่, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์
สำรอง : ปีเตอร์ กูลาชซี่, เจมี่ คาร์ราเกอร์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ลูคัส เลว่า, สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง, จอนโจ เชลวี่ย์, ซูโซ่
ผู้ตัดสิน : ลี โพรเบิร์ต
สรุปผลฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ4
- เบรนท์ฟอร์ด เสมอ เชลซี 2 - 2
- ลีดส์ ยูไนเต็ด ชนะ สเปอร์ส 2 - 1
- โอลด์แฮม ชนะ ลิเวอร์พูล 3 - 2