วันนี้ผมจะมาเสนอเทคนิคการอ่านงบการเงินเบื้องต้น คุณไม่จำเป็นต้องจบบัญชี หรือเป็นนักบัญชีก็อ่านได้ ตัวเลขที่ผมจะเสนอคื ค่า ROE มีหน่วยเป็น % ซึ่งมาจากคำว่า Return on equity แปลเป็นไทยก็คือ
อัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น ในการค้นหาหุ้นดีๆ อาจจะใช้เวลา เราอาจจะไม่เข้าใจว่าธุรกิจมันทำอะไรบ้าง แต่ตัว ROE จะช่วยบอกว่า บริษัทนั้นๆ ได้ให้ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นมากน้อยแค่ไหน พูดง่ายๆ ก็คือ บริษัทได้จัดสรรเงินทุนของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่าไร จากการที่ผมศึกษามาพบว่า บริษัทไหนก็ตามที่มีค่า ROE สูงๆ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง มักจะมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืน
ทีนี้มาดูในทางบัญชีว่าเขาคิดค่านี้ได้ยังไง ในส่วนของผู้ถือหุ้นนั้น เป็นการนำเอาสินทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท หรือของเราก็ได้มาลบหนี้สินทั้งหมด ตัวอย่างง่ายๆ คุณซื้อคอมพิวเตอร์ราคา 10,000 บาทเพื่อมาให้คนเช่า คุณได้ควักเงินตัวเอง 5000 เพื่อวางดาวน์และกู้ธนาคารมาอีก 5000 นั่นเท่ากับว่าคุณได้ลงทุนในคอมฯ เครื่องนี้เพียง 5000 บาท วิธีเขียนงบดุลก็จะได้เป็นดังรูปที่ 1 ซึ่งคำว่า งบดุล ก็คืองบที่แสดงรายละเอียดของสินทรัพย์และหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทนั่นเอง ซึ่งปกติบริษัทจะรายงานนักลงทุนทุกๆ ไตรมาส เพื่อบอกเราว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทมีเท่าไรและเกิดจากอะไร ซึ่งมาจากการเอาสินทรัพย์มาหักด้วยหนี้สิน ตัวเลขที่ได้จะไม่เกี่ยวกับกำไรว่าเท่าไร เพราะเป็นคนละส่วน นักลงทุนจึงนิยมเรียกว่ามันคือส่วนของผู้ถือหุ้นนั่นเอง

ทีนี้เราเอาคอมฯ ไปให้คนเช่า ค่าเช่าที่ได้จะต้องนำมาหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ส่วนที่เหลือจะเรียกว่ากำไรสุทธิของเรา สมมติเราเอาคอมฯไปให้คนเช่าปีละ 5,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่ากับ 2,000 บาท การเขียนงบกำไรขาดทุนจะเป็นดังรูป
สำหรับงบกำไรขาดทุนจะเป็นตัวบอกเราว่า ธุรกิจที่ผ่านมานั้นมีกำไรเท่าไร โดยปกติบริษัทจะรายงานงบนี้ทุกๆ 3 เดือนและตอนสิ้นปี วิธีคำนวณผลตอบแทนส่วนผู้ถือหรือค่า ROE ใช้สูตรดังนี้ กำไรสุทธิ / เงินดาวน์ที่ลงทุนไป ซึ่งจะได้เท่ากับ 3000/5000 = 60%
ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัทและมีสินทรัพย์ทั้งหมด 1 ล้านบาท และมีหนี้สิน 4 แสน ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเท่ากับ 6 แสนบาท ทีนี้บริษัทมีกำไรหลังหลักภาษีเท่ากับ 2 แสนบาท ตัวเลข ROE ของบริษัทนี้จะเท่ากับ 2 แสน/6แสน เท่ากับ 33%
ที่อเมริกา ในรอบ 50 ปี มีคนคำนวณค่า ROE เฉลี่ยออกมาคือประมาณ 12% สำหรับของไทย น่าจะอยู่ 15-20% เพราะเราเป็นตลาดเกิดใหม่การเติบโตค่อนข้างสูง ซึ่งหมายความว่าบริษัทใดๆ มีค่า ROE สูงกว่าค่าเฉลี่ยหมายความว่าเป็นบริษัทน่าสนใจ
ข้อควรจำ..บริษัทไหนมีค่า ROE สูงต่อเนื่องหลายๆปี ประมาณ 5-10 ปี จะค่อนข้างมีความได้เปรียบคู่แข่งมาก พวกที่บริษัทขี้แพ้สู้ชาวบ้านไม่ได้มักจะมีค่า ROE ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ลองมาดูตัวอย่างงบการเงินรวมของบริษัทแห่งหนึ่งละกัน ดูที่ช่อง ROE จะเห็นว่าตั้งแต่ปี 52-55 คือ 17.69 ถึง 31.76 ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24% ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อมาคือความสม่ำเสมอ ต้องดูย้อนหลังไปอย่างต่ำ 5-10 ปี ถ้ามันขึ้นๆ ลงๆ เมื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า 12% หรือ 15% ก็ไม่ควรจะลงทุน พวกบริษัทที่มีค่า ROE สูงๆ เวลามีปัญหาก็จะฟื้นตัวได้เร็วกว่าพวกที่มีค่า ROE ต่ำๆ
